 |
เจ็ดปัจจัยของการปลูกบัวเป็นไม้ดอกและประดับ |
ปัจจัยสี่ของมนุษย์ในพุทธศาสนาคือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
แต่สำหรับการปลูกบัวคงจะต้องเป็นปัจจัย 7 คือ 1) ชนิดและพันธุ์บัว 2) ดิน
3) น้ำ 4) ลม 5) ไฟ 6) ที่อยู่อาศัย และ 7) มนุษย์
ปัจจัยดังกล่าว ผู้ที่ต้องการจะปลูกบัวต้องศึกษาและรู้ล่วงหน้า ขยายความได้ดังนี้
| 1. ชนิดและพันธุ์บัว
สำหรับความนิยมในประเทศไทย ชนิดของไม้น้ำประเภทบัวอยู่ในวงศ์ (Family)
Nymphaeaceae ที่นิยมปลูกเป็นไม้ดอก-ประดับมี 3 สกุล (Genus) คือ
Nymphaea Nelumbo และ Victoria ความรู้หลักของการปลูกในปัจจัยนี้คือ
ปลูกด้วยอะไร ชนิดและพันธุ์บัวที่ปลูกเป็นไม้ดอกและประดับ ส่วนใหญ่
เป็นพันธุ์ลูกผสมทั้งนั้น ยกเว้น "บัวหลวง" และ "บัวกระด้ง"
ในประเทศเราจึงปลูกได้ด้วยเมล็ด (seed) ถ้าบัวหลวงเป็นพันธุ์ลูกผสมก็ต้องปลูกด้วยไหล
(stolon) บัวประดับอื่น ๆ ได้แก่ บัวผัน บัวสาย ปลูกด้วยหัว (bulb)
หรือ ต้นอ่อน หรือ ต้นย่อย (bulbil) ที่แตกจากเหง้าของต้นแม่ บัวนางกวัก
และจงกลนี ส่วนใหญ่ปลูกจากหัว ส่วนบัวฝรั่งปลูก จากหน่อ (sprout)
หรือ เหง้า (rhyzome) ที่แตกจากต้นแม่
2. ดิน ถ้าเทียบกับคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องปัจจัยสี่
ดินกับบัวนี่คงเทียบกับอาหารและที่อยู่อาศัย เพราะในดินปลูกบัวเป็นไม้ดอก-ประดับ
เราก็ต้องใส่ปุ๋ยเสริม ส่วนการเป็นที่อยู่อาศัยก็เทียบเท่ากับฐานรากของบ้านที่ยึดไม่ให้บ้านล้มหรือพัง
ก็คือต้นบัวฝังรากยึดอยู่ได้ในดินไม่หลุดลอยไปที่อื่น ในบ้านเรา-ประเทศไทยบัวทุกชนิดขึ้นในท้องนา
สามัญสำนึกก็คงบอกได้เองเลยว่าต้องเป็นดินเหนียว แต่ถ้าเป็นแหล่งที่ไม่มีดินเหนียว
เช่น ในบริเวณที่ราบสูง ก็ควรเป็นดินที่เหนียวที่สุดในบริเวณนั้นคือดินร่วนเหนียว
(clayloam) ฝรั่งเมืองนอกเขาใช้คำว่า dirt ในหนังสือหรือ แคตตาล็อคขายบัวหลายเล่ม |
 |
จากที่อยู่อาศัยก็มาถึงอาหาร ในดินที่ปลูกก็ควรเสริมอาหารให้ เช่น ถ้าปลูกในสระ
บ่อดินธรรมชาติ สามัญสำนึกของท้องนาธรรมชาติ อาหารในนาที่ได้คือโปแตสเซียมที่ละลายมากับน้ำที่มาจากป่าเขา
จะเห็นได้ว่า การทำนามักจะมีการแนะให้เสริมด้วยปุ๋ย แอมโมฟอส คือปุ๋ยไนโตรเจนกับฟอสฟอรัส
หลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปในการทำ-ผสมดินปลูกบัวคือ เสริมปุ๋ยที่มีธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัสให้

3. บัวเป็นไม้น้ำ ถ้าไม่มีน้ำก็ปลูกบัวไม่ได้ ก็เป็นส่วนของที่อยู่อาศัยซึ่งมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับชนิดและพันธุ์บัว
เกณฑ์ทั่วไปคือต้องมีฤทธิ์เป็นกรดเล็กน้อยหรือเป็นกลาง เหมาะที่สุด ค่า
pH ควรอยู่ระหว่าง 6.5-7.5 แต่ในการปลูกจริงๆ โดยเฉพาะในภาชนะจำกัดที่น้ำไม่ถ่ายเท
ผู้ปลูกต้องการให้บัวโตเร็วๆ ใส่ปุ๋ยอุตลุต ธาตุไนโตรเจนส่วนเกินจะละลายอยู่ในน้ำที่ปลูก
เปลี่ยนสภาพของน้ำเป็นด่าง ค่า pH มักจะสูงกว่า 7.5 ต้องแก้ด้วยการเติม
สารเปลี่ยนสภาพให้น้ำเป็นกลาง หรือเสริมด้วยปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง
นอกจากความเป็นกรด-ด่างของน้ำแล้ว ที่สัมพันธ์กับชนิดและพันธุ์บัวโดยตรงคือ
"ความลึกของน้ำ" บางชนิดบางพันธุ์ต้องการน้ำลึก บางพันธุ์ต้องการน้ำตื้น
ประสบการณ์จากการปลูกของนักปลูกบัวไทย แบ่งความลึกของน้ำในการปลูกบัวไว้
3 ระดับคือ น้ำตื้น (ก) ระหว่าง 15-30 เซนติเมตร น้ำลึกปานกลาง (ข) ระหว่าง
30-60 เซนติเมตร และน้ำลึกมาก (ค) ลึกกว่า 60 เซนติเมตร แต่ไม่ควรเกิน
1 เมตรครึ่ง หรือควรอยู่ระหว่าง 60-120 เซนติเมตร
 |
4. ลมก็คือลม ใครคิดว่าไม่สำคัญ
ข้อดีของลมคือช่วยลดความร้อนของน้ำ น้ำถูกแดดร้อน ระบาย ความร้อนขึ้นมา
ลมก็ช่วยพัดความร้อนออกไปให้ ดอกก็ไม่เหี่ยว ข้อร้ายก็มีคือถ้าลมแรงเกินไป
บัวที่ชูดอกพ้นน้ำ เช่น บัวผัน บัวสาย บัวยักษ์ออสเตรเลีย ที่ก้านดอกอ่อน
ลมก็จะปัดก้านโน้ม โอนเอียง ขยับไป-มา กระเทือนไปถึงโคน ราก คลอนไป-มาด้วย
สังเกตดูเถอะครับ ในทุ่งโล่งๆ จะไม่ค่อยเห็นบัวผันหรือบัวสายที่ชูก้านดอกสูง
จะเห็นแต่ บัวหลวงที่ก้านดอกแข็ง เราจะเห็นบัวผัน บัวสายในสระ-บ่อที่ผนังบ่อสูง
แต่ในบึงกว้างน้ำค่อนข้างลึก เช่น ในบึงบรเพ็ด นครสวรรค์ หรือ หนองบัวแดงที่พัทลุง
จะเห็นแต่บัวหลวงกับบัวสายเท่านั้น ทั้งนี้เพราะบัวหลวงก้านแข็งดังที่กล่าว
ข้างต้น ส่วนบัวสาย เนื่องจากขยายพันธุ์ด้วยการแตกไหลขยับออกไปรอบๆ
จากต้นเป็นกอ จากกอเป็นกลุ่ม จึงช่วยยึดกันไป-มาอยู่ในดินได้ ลมแรงก็ไม่กลัว |
5. แสงแดดเป็นตัวแทนของไฟครับ ให้ความร้อน (โดยมีลมช่วยให้เย็น)
และแสงให้บัวปรุงอาหาร แยกเป็นสองปัจจัยย่อย
ในแง่ของการให้ความร้อน-เย็น ก็เชื่อมกับความต้องการของชนิดและพันธุ์บัวอีกนะแหละบัวผัน-เผื่อน
บัวสาย จงกลนี และบัวกระด้ง (เฉพาะพันธุ์ที่ปลูกในประเทศเราปัจจุบันคือ
Victoria amazonica) และบัวหลวง บ้านเรา ถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ชอบน้ำค่อนข้างร้อน
ร้อนถึง 40 องศาเซลเซียส ก็ยังพออยู่ได้ แต่ถ้าน้ำเย็นกว่า 15 องศาเซลเซียส
ไม่ชอบ บัวดังกล่าวจึงควรปลูกในน้ำที่มีอุณภูมิ ณ จุดที่ปลูกระหว่าง 25-35
องศาเซลเซียส ส่วน บัวฝรั่งและบัวหลวง (บางพันธุ์) มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นและเขตหนาว
ความร้อน-เย็นของน้ำ ณ จุดปลูกจึงอยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส
บัวเป็นพืชที่รับปุ๋ยได้ดีมาก ใช้ปุ๋ย-อาหารค่อนข้างเปลือง แสงแดดเป็นตัวสนับสนุนที่มีอิทธิพลที่สุด
ทำให้ปรุงอาหารได้เร็วมาก และก็ใช้มากด้วย สถานที่ที่ปลูกบัวจึงควร (อยากใช้คำว่าต้องแต่ปัจจุบันมีบัวหลายชนิดที่ปลูกในที่กึ่งร่มกึ่งแดดได้บ้างแล้วจึงใช้คำว่าต้องไม่ถนัด)
และเหมาะในที่ปลูกที่ได้รับแสงแดดเต็มที่ ไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ชั่วโมง จะเป็นแดดเช้าหรือบ่ายก็ได้

6. ที่อยู่อาศัย คือปลูกบัวในภาชนะจำกัดแบบต่างๆ ในบ่อดิน บ่อพลาสติก
บ่อคอนกรีต คือที่อยู่อาศัยของบัว ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับชนิดและพันธุ์ของบัวที่จะปลูก
บัวบางชนิด บางพันธุ์ ปลูกได้เฉพาะในภาชนะจำกัด บางชนิดปลูกได้เฉพาะในสระ-บ่อดิน
ลงพื้นดินโดยตรง บางชนิดเหมาะที่จะปลูกในภาชนะและยกลงแช่ในบ่อหรืออ่าง
ฯลฯ
บทความเรื่องนี้คงไม่เจาะลึกถึงการปลูกบ้านให้บัว คือรายละเอียดของการจัด-สร้างที่ปลูก
ซึ่งคงจะต้องเป็นเรื่องที่เขียนใหม่เกี่ยวกับการทำ-สร้างที่ปลูกบัวโดยตรง
| ขอคุยว่า ปัจจุบันนักปลูกบัวของประเทศไทยเรามีความสามารถและก้าวหน้ากว่าฝาหรั่งเสียอีก
มีเทคนิค ปลูกบัว สร้างบ้านเล็กที่สุดให้บัวอยู่ได้ในถ้วยกาแฟ กาละมังพลาสติก
ปากกว้างเพียง 20 เซนติเมตรและลึกไม่ถึง 6 เซนติเมตร แต่ท่านมีเทคนิคอย่างไร
ผู้เขียนยังไม่ทราบ ว่างๆ จะประจบขอความรู้จากท่านเหล่านั้นมาเล่าให้ฟัง
7. มนุษย์ ปัจจัยสุดท้ายของการปลูกบัวซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด
ถ้าดีก็เรียกปัจจัยนี้ว่า "มนุษย์" ถ้าเลวก็เรียกว่า "คน"
เพราะในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานได้อธิบายคำว่า "มนุษย์"
ว่า "สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล" "สัตว์ที่มีจิตใจสูง"
ส่วนคำว่า "คน" สมัยที่ผู้เขียนบวช อาจารย์พระท่านสอนว่า
คำว่า "คน" ถ้าเป็นกริยาก็คือ กวน คน เช่น คนให้น้ำขุ่น
ทำให้มันวุ่นวะวุ่นวายไปยัง งั้นแหละ เทียบได้กับพวก "บ่างช่างยุ"
ที่เที่ยวยุแหย่ให้เกิดเรื่องที่เอาภาษาอังกฤษมาใช้เป็นภาษาไทยไปเลยว่า
"ม๊อบ" ปิดถนน ปิดโรงงาน ก่อ "กวน" หรือ "คน"
ให้มนุษย์หัวปั่น ไม่เป็นอันทำมาหากิน คนที่จะมาลงทุนในประเทศก็ไม่อยากมา
เพราะกลัวพวกนี้มากวน ทำให้ประเทศเราเจริญช้า (เดี๋ยวนี้สู้ มาเลเซียไม่ได้แล้วครับ
ต่อไปก็คงจะแพ้เวียตนามอีก เพราะพวกไม่คิดถึงบ้านเมืองเหล่านี้) |
 |
นอกเรื่องไปแล้ว มันมือก่อนจบ โดยสรุป มนุษย์ที่ปลูกบัวนี่แหละครับสำคัญที่สุด
คือต้องปลูกบัวแบบทำเอง หาความรู้เอง ไม่ใช่ให้พระเจ้าเลี้ยง รู้ปัจจัยที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น
ผู้เขียนขอนำและย้ำคำสอนที่ผู้เขียนได้มาจากอาจารย์เกษตรท่านแรกของผู้เขียน
อาจารย์คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ที่สอนผู้เขียนปีแรกที่เข้าศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ปี พ.ศ.2491 ว่า
"ปุ๋ยที่ทำให้ต้นไม้งามที่สุดคือ การเดินไปดู เยี่ยมต้นไม้ทุกวันของเจ้าของ"
และ
"งานเกษตรก็เหมือนการเดินทางของคนที่เดินไปในทางที่มืด เดินบ่อยๆ
ก็รู้ว่าจะเดินไปทางใด เลี้ยวซ้าย-เลี้ยวขวาที่ไหน คือ ประสบการณ์และความชำนาญ
แต่ถ้ามีตะเกียงส่องไฟให้ความสว่างก็จะได้เห็นเพิ่มว่ามีงูเงี้ยวเขี้ยวขอหรือสัตว์ร้ายดักทำอันตรายเราหรือเปล่า
จะได้หลบ-เลี่ยงหรือหาทางป้องกันได้" ก็คือ ความรู้ทางวิชาการ
ฯลฯ
ก็ขอ "เอวัง" เรื่อง "เจ็ดปัจจัยของการปลูกบัว" ด้วยอมตะคำสอนของอาจารย์คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจนี้
นะครับ
เสริมลาภ วสุวัต
"ปางอุบล"
150 / 5 ซอยติวานนท์ 46 นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ / โทรสาร (02) 591-5601 / 952-4392
มิถุนายน 2543